You dont have javascript enabled! Please enable it!

SalePageDD คลังความรู้ ข่าวสารจาก AI อัจฉริยะ

SalePageDD
คลังความรู้บทความ ข่าวสาร

แหล่งรวมคลังความรู้รอบตัว บทความ ข่าวสารและเทคโนโลยี จาก SalePageDD เนื้อหาบทความข่าวสารและแหล่งความรู้ต่างๆ รวบรวมเรียบเรียงโดยระบบ AI อัจฉริยะ
เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล และเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่าน เพื่อเป็นองค์ความรู้และสนับสนุนให้คนรักการอ่าน พร้อมแบ่งปันประสบการณ์การอยู่ร่วมกัน
ของมนุษย์ กับ AI อย่างสงบสุขพึ่งพากันและกัน หากเนื้อหาและข้อมูลส่วนใดของบทความข่าวสาร และแหล่งความรู้ต่างๆที่ AI รวบรวมและเรียบเรียงมา มีข้อผิดพลาดประการใด
ทาง SalePageDD ต้องกราบขออภัยล่วงหน้ามา ณ ที่นี้ ด้วยครับ ทางเรายินดีรับฟังความคิดเห็น คำติชม คำตักเตือน เพื่อนำมาปรับใช้และแก้ไขในการวางระบบ AI ให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
แหล่งรวมความรู้ บทความ ข่าวสาร SalePageDD อยู่ภายใต้การบริหารจัดการดูแลระบบและควบคุมการวางคำสั่งรันระบบ AI อัจฉริยะ
โดย : Shop SDesign ผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้ง รับทำเว็บไซต์ และโซลูชั่นออนไลน์ครบวงจร (นโยบายความเป็นส่วนตัว)

coverblog 47

QR Code: เทคโนโลยีจากโรงงานรถยนต์ที่กลายเป็นมาตรฐานการจ่ายเงิน

QR Code: เทคโนโลยีจากโรงงานรถยนต์ที่กลายเป็นมาตรฐานการจ่ายเงิน

หากพูดถึงสังคมไร้เงินสดหรือ Cashless Society ภาพแรกที่หลายคนคิดถึงในยุคนี้ คือการยกมือถือขึ้นมา “สแกนจ่าย” ผ่าน QR Code แต่เบื้องหลังความสะดวกนี้ ไม่ได้เริ่มต้นจากวงการการเงินเลยครับ จุดเริ่มต้นและ ประวัติ QR Code จริงๆ มาจาก “โรงงานผลิตรถยนต์” ที่ต้องการจัดการชิ้นส่วนจำนวนมหาศาลอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนจะค่อยๆ พัฒนากลายมาเป็นมาตรฐานการจ่ายเงินที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้

จุดเริ่มต้นของ QR Code: จากปัญหาในโรงงานสู่โซลูชันระดับโลก

ที่มาของ QR Code จากโรงงานรถยนต์ญี่ปุ่น

ประวัติ QR Code ย้อนกลับไปได้ถึงช่วงกลางทศวรรษ 1990 ในประเทศญี่ปุ่น บริษัท Denso Wave (บริษัทลูกของ Denso ผู้ผลิตชิ้นส่วนให้ Toyota) ต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่ในสายการผลิตรถยนต์ นั่นคือ:

  • ชิ้นส่วนรถยนต์มีจำนวนมากและหลากหลายรุ่น
  • การติดฉลากด้วยบาร์โค้ดแบบเส้น (1 มิติ) ทำได้ข้อมูลจำกัด เช่น แค่รหัสสินค้า หรือเลขล็อต
  • หากต้องการข้อมูลละเอียดขึ้น ต้องแปะบาร์โค้ดหลายอันบนชิ้นส่วนเดียว ทำให้เสียพื้นที่และอ่านยุ่งยาก

Denso Wave จึงต้องการระบบระบุชิ้นส่วนที่:

  • เก็บข้อมูลได้มากกว่าเดิมหลายเท่า
  • อ่านได้เร็วมากในสายการผลิตที่เคลื่อนที่เร็ว
  • อ่านได้แม้ติดบนพื้นผิวโค้งหรือมีการบิดเบี้ยวบางส่วน

ผลลัพธ์คือการคิดค้น QR Code (Quick Response Code) ในปี 1994 โดยทีมวิศวกรนำโดย Masahiro Hara ออกแบบมาให้:

  • มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ประกอบด้วยจุดสีดำ-ขาวขนาดเล็ก (modules)
  • มี “ตา” หรือสัญลักษณ์ตำแหน่ง 3 จุด ที่มุม เพื่อให้กล้องหาตำแหน่งได้อย่างรวดเร็ว
  • รองรับการเก็บข้อมูลทั้งตัวเลข ตัวอักษร และข้อมูลไบนารี
  • มีระบบแก้ไขข้อผิดพลาด (Error Correction) ทำให้อ่านได้แม้บางส่วนจะเลอะหรือขาดหาย

จากบาร์โค้ด 1 มิติ สู่ QR Code 2 มิติ

ก่อนจะมี QR Code ระบบอุตสาหกรรมใช้ “บาร์โค้ดแบบเส้น” เป็นมาตรฐานมานาน แต่บาร์โค้ดแบบเส้นมีข้อจำกัดสำคัญ:

  • เก็บข้อมูลได้แบบ “แนวนอน” เท่านั้น
  • จำนวนตัวอักษรจำกัดมาก (ส่วนใหญ่แค่รหัสตัวเลข)
  • ต้องสแกนในมุมที่ตรงค่อนข้างมาก จึงจะอ่านได้

ในขณะที่ QR Code เป็นบาร์โค้ด 2 มิติ สามารถบรรจุข้อมูลได้เป็น “ตาราง” ทั้งแนวนอนและแนวตั้ง ทำให้:

  • จุข้อมูลได้มากกว่าบาร์โค้ดหลายสิบเท่า
  • รองรับตัวเลขได้มากกว่า 7,000 ตัว หรือข้อความตัวอักษรได้หลายพันตัว (ขึ้นกับเวอร์ชัน)
  • สแกนได้ในหลากหลายมุม กล้องแค่เห็นทั้งโค้ด ไม่จำเป็นต้องตรงเป๊ะ

คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ QR Code ตอบโจทย์สายการผลิตรถยนต์อย่างมาก ทั้งในด้านความเร็ว (Quick Response) และความถูกต้องของข้อมูลในกระบวนการตรวจสอบชิ้นส่วน

ทำไม QR Code จึงแพร่หลายเกินกว่าพรมแดนโรงงาน

การเปิดสเปกเป็นมาตรฐานแบบ “ไม่เก็บค่าลิขสิทธิ์”

หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของ ประวัติ QR Code คือการที่ Denso Wave ประกาศ “เปิดสเปก” ของ QR Code ให้คนทั่วไปใช้ได้โดยไม่เก็บค่าลิขสิทธิ์ (แต่ยังถือเครื่องหมายการค้า) ผลที่ตามมาคือ:

  • ผู้ผลิตเครื่องอ่านบาร์โค้ดทั่วโลก สามารถนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ได้ทันที
  • องค์กร หน่วยงาน และนักพัฒนาซอฟต์แวร์ สามารถพัฒนาแอปและระบบต่างๆ ที่รองรับ QR Code ได้อย่างเสรี
  • QR Code ค่อยๆ กลายเป็น “มาตรฐานกลาง” โดยธรรมชาติ เพราะไม่มีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่ายและลิขสิทธิ์

สมาร์ตโฟน + กล้อง = ตัวเร่งปฏิกิริยา

แม้ QR Code จะถูกคิดค้นตั้งแต่ปี 1994 แต่การใช้งานในชีวิตประจำวันยังจำกัดอยู่ในโรงงานและโลจิสติกส์ จนกระทั่ง:

  • สมาร์ตโฟนเริ่มแพร่หลาย (โดยเฉพาะหลังปี 2007)
  • กล้องมือถือมีความละเอียดสูงขึ้น
  • ระบบปฏิบัติการ (iOS, Android) เริ่มรองรับการสแกน QR Code โดยตรงจากกล้อง

จากเดิมที่ต้องใช้ “เครื่องสแกนเฉพาะทาง” การอ่าน QR Code กลายเป็นสิ่งที่ใครก็ทำได้ เพียงเปิดกล้องมือถือขึ้นมา ทำให้การประยุกต์ใช้หลากหลายอย่างมหาศาล เช่น

  • แสดงเมนูร้านอาหารผ่าน QR แทนสมุดเมนู
  • ลิงก์ไปยังเว็บไซต์ โปรโมชั่น หรือฟอร์มลงทะเบียน
  • โหลดแอป เพิ่มเพื่อนในโซเชียล หรือเข้า Wi-Fi ได้ด้วยการสแกน

จากโรงงานสู่กระเป๋าสตางค์: QR Code กับโลกการเงิน

จุดเปลี่ยนสู่มาตรฐานการจ่ายเงิน

เมื่อสมาร์ตโฟนกลายเป็นเครื่องมือประจำตัวคน ส่วนผสมระหว่าง “กล้อง + อินเทอร์เน็ต + QR Code” ทำให้โลกการเงินเห็นโอกาสสำคัญ คือการเปลี่ยนจากการจ่ายเงินด้วย “เงินสดและบัตร” ไปสู่การจ่ายเงินแบบดิจิทัลผ่านการสแกน QR ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของ Cashless Society

ในหลายประเทศ โดยเฉพาะในเอเชีย เช่น จีน อินเดีย รวมถึงประเทศไทย QR Code ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว เพราะ:

  • ต้นทุนการติดตั้งต่ำกว่าการใช้เครื่องรูดบัตร EDC มาก
  • ร้านค้าเล็กๆ หรือแผงลอยก็สามารถรับชำระเงินดิจิทัลได้ แค่พิมพ์กระดาษติด QR
  • ผู้บริโภคคุ้นเคยกับการใช้มือถืออยู่แล้ว

ตัวอย่างการใช้งานที่กลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน

ในปัจจุบัน QR Code ถูกใช้ในระบบการชำระเงินหลากหลายรูปแบบ เช่น

  • การโอนเงินระหว่างบุคคล (P2P) ผ่านแอปธนาคาร โดยสแกน QR ของปลายทาง
  • การจ่ายค่าสินค้าและบริการในร้านค้า (Merchant Payment)
  • การชำระค่าบริการสาธารณูปโภค เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าบัตรโดยสาร
  • การทำธุรกรรมข้ามพรมแดนผ่าน QR ข้ามประเทศ (Cross-border QR Payment)

ในประเทศไทยเอง การมีมาตรฐานกลางอย่าง Thai QR Payment ภายใต้แนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้:

  • ผู้ใช้แอปธนาคารใดก็สามารถสแกน QR จ่ายได้ แม้จะต่างธนาคารกัน
  • ร้านค้าไม่ต้องแยก QR ตามธนาคาร ทำให้ใช้งานง่ายและเป็นมาตรฐานเดียวกัน

QR Code กับการผลักดันสู่ Cashless Society

บทบาทของ QR Code ในสังคมไร้เงินสด

เมื่อพูดถึง Cashless Society หรือสังคมไร้เงินสด หลายคนอาจคิดถึงบัตรเครดิตหรือแอปกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ แต่ในเชิงโครงสร้าง “ช่องทาง” ที่ทำให้การจ่ายเงินเป็นเรื่องง่าย รวดเร็ว และเข้าถึงคนทุกกลุ่ม ส่วนสำคัญคือ QR Code ด้วยเหตุผลดังนี้:

  • เข้าถึงได้แม้สำหรับร้านค้ารายย่อย – ไม่ต้องลงทุนเครื่องรูดบัตรหรือระบบ POS แค่พิมพ์กระดาษก็เริ่มรับจ่ายด้วย QR ได้
  • ลดการพกเงินสด – ผู้บริโภคใช้มือถือเครื่องเดียวจัดการค่าใช้จ่ายแทบทั้งหมดได้
  • เพิ่มความโปร่งใส – ธุรกรรมผ่าน QR ถูกบันทึกในระบบ ช่วยให้ติดตามธุรกรรม ลดการทุจริต และช่วยให้ภาครัฐเก็บภาษีได้แม่นยำขึ้น
  • เอื้อต่อการวิเคราะห์ข้อมูล – ธนาคารและผู้ให้บริการสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้จ่าย เพื่อนำไปออกแบบผลิตภัณฑ์การเงินใหม่ๆ

ข้อดีที่คนส่วนใหญ่ “ใช้อยู่แล้วแต่ไม่รู้ตัว”

ในชีวิตประจำวัน หลายคนอาจมองว่า QR Code แค่ช่วยให้ “สแกนจ่ายสะดวก” แต่ลึกลงไปยังมีประโยชน์ที่ซ่อนอยู่ เช่น:

  • ลดความเสี่ยงเงินทอนผิด – การจ่ายด้วย QR ทำให้ยอดเงินตรงตามที่ระบบกำหนด ลดความผิดพลาดในการทอน
  • ลดต้นทุนการจัดการเงินสดของร้านค้า – ร้านไม่ต้องนับเงินเยอะ ไม่ต้องเตรียมเงินทอน และลดความเสี่ยงเงินหาย
  • ระบบอัตโนมัติหลังบ้าน – หลายร้านผูกระบบ QR เข้ากับโปรแกรมบัญชีหรือสต๊อก ทำให้ยอดขายเข้าไปในระบบอัตโนมัติ
  • เข้าถึงกลุ่มคนไม่มีบัตรเครดิต – คนที่ไม่มีบัตรแต่มีบัญชีธนาคารหรือ e-Wallet ก็สามารถเข้าระบบการเงินดิจิทัลผ่าน QR ได้

ด้านมืดและข้อจำกัดของการใช้ QR Code ในโลกการเงิน

ความเสี่ยงที่คนส่วนใหญ่มักมองข้าม

แม้ QR Code จะช่วยเร่งให้ Cashless Society เดินหน้าเร็วขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงที่ควรระวัง โดยเฉพาะ:

  • QR ปลอม – คนร้ายอาจพิมพ์ QR ของตัวเองไปแปะทับ QR ของร้านค้า ทำให้เงินโอนไปยังบัญชีมิจฉาชีพ
  • Phishing ผ่าน QR – QR ที่พาไปเว็บไซต์ปลอม หลอกให้กรอกข้อมูลส่วนตัวหรือรหัสผ่าน
  • การผูกบัญชีโดยไม่รู้ตัว – สแกน QR เพื่อเข้าร่วมกิจกรรม แต่โดนผูกกับบริการที่มีค่าใช้จ่ายรายเดือนโดยไม่ตั้งใจ

วิธีลดความเสี่ยง ได้แก่:

  • ตรวจสอบชื่อบัญชีหรือชื่อร้านก่อนกดจ่ายทุกครั้ง
  • หลีกเลี่ยงการสแกน QR จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ เช่น ใบปลิวไม่รู้ที่มา หรือภาพที่ส่งมาในแชตโดยไม่อธิบาย
  • ตั้งวงเงินจำกัดต่อวันในแอปจ่ายเงิน

ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล

อีกประเด็นหนึ่งที่มักถูกมองข้ามในเส้นทางสู่ Cashless Society คือ “ความพร้อมทางดิจิทัล” ของประชาชน เช่น:

  • ผู้สูงอายุที่ไม่คุ้นเคยกับสมาร์ตโฟน
  • กลุ่มที่ไม่มีบัญชีธนาคาร หรือไม่มีอินเทอร์เน็ตที่เสถียร
  • ผู้พิการบางกลุ่มที่อาจใช้งานการสแกนแบบปกติได้ไม่สะดวก

หากสังคมเปลี่ยนไปใช้การจ่ายเงินผ่าน QR Code มากขึ้น โดยไม่มีการออกแบบทางเลือกหรือการช่วยเหลือที่เหมาะสม กลุ่มเหล่านี้อาจถูก “ทิ้งไว้ข้างหลัง” ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องวางนโยบายควบคู่ไปกับการส่งเสริมการใช้จ่ายแบบดิจิทัล

อนาคตของ QR Code: จะอยู่ต่อ หรือถูกแทนที่?

คู่แข่งและเทคโนโลยีที่จะมาทดแทน (หรือเสริมกัน)

แม้ QR Code จะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย แต่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีการชำระเงินก็ยังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น:

  • NFC (Near Field Communication) – ใช้แตะบัตรหรือมือถือกับเครื่องอ่านโดยไม่ต้องสแกน
  • Biometric Payment – จ่ายเงินด้วยลายนิ้วมือ ใบหน้า หรือเสียง
  • Invisible Payment – เดินออกจากร้านแล้วระบบตัดเงินอัตโนมัติ (เช่นแนวคิดของร้านไร้แคชเชียร์)

อย่างไรก็ตาม จุดเด่นของ QR Code คือ “ความเรียบง่ายและต้นทุนต่ำ” จึงมีแนวโน้มว่ายังจะอยู่คู่กับระบบการชำระเงินไปอีกนาน โดยเฉพาะในกลุ่มร้านค้า SME และประเทศกำลังพัฒนา ที่ต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นเรื่องสำคัญ

จากโรงงานสู่ชีวิตประจำวัน: บทสรุปของเทคโนโลยีเล็กๆ แต่ทรงพลัง

หากมองย้อน ประวัติ QR Code ตั้งแต่จุดเริ่มต้นในโรงงานรถยนต์ญี่ปุ่น จนมาถึงบทบาทในโลกการเงินและการค้าปลีกปัจจุบัน เราจะเห็นภาพที่น่าสนใจว่า:

  • เทคโนโลยีที่เกิดจาก “ปัญหาเฉพาะทาง” ในอุตสาหกรรมหนึ่ง สามารถกลายเป็น “มาตรฐานระดับโลก” ได้ เมื่อถูกเปิดให้ทุกคนเข้าถึง
  • การพัฒนาเทคโนโลยีต่อยอด (เช่น สมาร์ตโฟน อินเทอร์เน็ต) สามารถเปลี่ยนการใช้งานจากโรงงาน มาสู่ผู้บริโภคทั่วไปในวงกว้าง
  • QR Code กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ผลักดันให้สังคมเดินหน้าไปสู่ Cashless Society อย่างรวดเร็ว

ทุกครั้งที่เราหยิบมือถือขึ้นมาสแกน QR จ่ายค่าอาหาร ค่าโดยสาร หรือซื้อของออนไลน์ เรากำลังใช้เทคโนโลยีที่เริ่มต้นจาก “ปัญหาการจัดการชิ้นส่วนรถยนต์” เมื่อเกือบสามสิบปีก่อน และวันนี้มันได้กลายเป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกกายภาพกับโลกดิจิทัลอย่างแนบเนียน จนหลายครั้งเราแทบลืมไปแล้วว่าเบื้องหลังความสะดวกนั้น ซ่อนประวัติศาสตร์และการออกแบบที่ลึกซึ้งเพียงใดครับ

คลังความรู้ข่าว

จัดทำบทความข่าวสารโดย AI

บทความนี้เรียบเรียงโดยระบบ AI อัจฉริยะ เพื่อนำเสนอบทความข่าวสารที่รวดเร็วและเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่าน เพื่อเป็นองค์ความรู้และสนับสนุนให้คนรักการอ่าน หากเนื้อหาและข้อมูลส่วนใดของบทความข่าวสารมีข้อผิดพลาดประการใด ทาง SalePageDD ต้องกราบขออภัยล่วงหน้าด้วยครับ ทางเรายินดีรับฟังคำติชม ตักเตือน เพื่อนำมาปรับแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น

📌 หากบทความนี้เป็นประโยชน์ อย่าลืมแบ่งปันความรู้ให้กับเพื่อนๆ ของคุณ เพื่อร่วมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ไปด้วยกันนะครับ | SalePageDD

คลังความรู้บทความ ข่าวสาร

จัดทำบทความข่าวสารโดย AI

บทความนี้เรียบเรียงโดยระบบ AI อัจฉริยะ เพื่อนำเสนอบทความข่าวสารที่รวดเร็วและเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่าน เพื่อเป็นองค์ความรู้และสนับสนุนให้คนรักการอ่าน หากเนื้อหาและข้อมูลส่วนใดของบทความข่าวสารมีข้อผิดพลาดประการใด ทาง SalePageDD ต้องกราบขออภัยล่วงหน้าด้วยครับ ทางเรายินดีรับฟังคำติชม ตักเตือน เพื่อนำมาปรับแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น

📌 หากบทความนี้เป็นประโยชน์ อย่าลืมแบ่งปันความรู้ให้กับเพื่อนๆ ของคุณ เพื่อร่วมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ไปด้วยกันนะครับ | SalePageDD

เรื่องที่แนะนำ

coverblog 97

สัญญาณเตือนก่อนประสูติ: ฝันของพระนางสิริมหามายา

สัญญาณเตือนก่อนประสูติ: ฝันของพระนางสิริมหามายา หากพูดถึง “จุดเริ่มต้น” ของประวัติพระพุทธเจ้า หลายคนจะนึกถึงคืนประสูติ ณ ลุมพินีวัน แต่ในพระไตรปิฎกเถรวาท ยังเล่าไว้อย่างละเอียดถึง “คืนก่อนหน้า” ซึ่งถือเป็นสัญญาณสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก นั่นคือ สุบินนิมิตของพระนางสิริมหามายา พระราชมารดาแห่งพระพุทธเจ้า สุบินครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียง “ความฝัน” แบบสามัญ แต่ถูกอธิบายในพระไตรปิฎกว่าเป็น “นิมิต” ...
coverblog 103

คืนที่หนีออกจากวัง: การต่อสู้ระหว่างหน้าที่และอุดมการณ์

คืนที่หนีออกจากวัง: การต่อสู้ระหว่างหน้าที่และอุดมการณ์ คืนที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงตัดสินพระทัยเรื่อง การออกบวช และควบม้ากัณฐกะ ฝ่าความมืดออกจากกรุงกบิลพัสดุ์ คือจุดหักเหสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา คืนนี้ไม่ใช่เพียงการ “หนีออกจากวัง” แต่คือการต่อสู้ครั้งใหญ่ระหว่าง “หน้าที่” ที่ต้องแบกรับในฐานะรัชทายาท กับ “อุดมการณ์” แห่งการแสวงหาทางพ้นทุกข์เพื่อมนุษย์ทุกคนบนโลก เนื้อหาต่อไปนี้เรียบเรียงจาก พระไตรปิฎกฉบับประชาชน และข้อมูลจากโครงการแปลพระไตรปิฎกภาษาอังกฤษ 84000.org (ซึ่งอ้างอิงพระไตรปิฎกฝ่ายเถรวาทเป็นหลัก) ...
coverblog 84

โคมไฟสีแดง ความหมายทางฮวงจุ้ยและการติดให้ถูกตำแหน่ง

โคมไฟสีแดง ความหมายทางฮวงจุ้ยและการติดให้ถูกตำแหน่ง หากพูดถึง โคมไฟจีน สีแดง ภาพจำของหลายคนอาจเป็นเพียงของตกแต่งช่วงตรุษจีนหรือเทศกาลเท่านั้น แต่ในมุมมองคติชนและฮวงจุ้ย โคมไฟสีแดงคือสัญลักษณ์ของ แสงสว่างนำโชค และการ ตกแต่งบ้านมงคล ที่ผูกโยงกับ “ตำนานเทพเจ้าจีน” และประเพณีโบราณมายาวนานหลายร้อยปี โดยเฉพาะตำนานที่กล่าวถึงเทพแห่งประทีป แสงไฟ และการขับไล่ภูตผี ซึ่งปรากฏแทรกอยู่ในวรรณกรรมจีนคลาสสิกและเทศกาลสำคัญอย่างเทศกาลโคมไฟ (หยวนเซียวเจี๋ย) หลังตรุษจีน ...