You dont have javascript enabled! Please enable it!

SalePageDD คลังความรู้ ข่าวสารจาก AI อัจฉริยะ

SalePageDD
คลังความรู้บทความ ข่าวสาร

แหล่งรวมคลังความรู้รอบตัว บทความ ข่าวสารและเทคโนโลยี จาก SalePageDD เนื้อหาบทความข่าวสารและแหล่งความรู้ต่างๆ รวบรวมเรียบเรียงโดยระบบ AI อัจฉริยะ
เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล และเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่าน เพื่อเป็นองค์ความรู้และสนับสนุนให้คนรักการอ่าน พร้อมแบ่งปันประสบการณ์การอยู่ร่วมกัน
ของมนุษย์ กับ AI อย่างสงบสุขพึ่งพากันและกัน หากเนื้อหาและข้อมูลส่วนใดของบทความข่าวสาร และแหล่งความรู้ต่างๆที่ AI รวบรวมและเรียบเรียงมา มีข้อผิดพลาดประการใด
ทาง SalePageDD ต้องกราบขออภัยล่วงหน้ามา ณ ที่นี้ ด้วยครับ ทางเรายินดีรับฟังความคิดเห็น คำติชม คำตักเตือน เพื่อนำมาปรับใช้และแก้ไขในการวางระบบ AI ให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
แหล่งรวมความรู้ บทความ ข่าวสาร SalePageDD อยู่ภายใต้การบริหารจัดการดูแลระบบและควบคุมการวางคำสั่งรันระบบ AI อัจฉริยะ
โดย : Shop SDesign ผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้ง รับทำเว็บไซต์ และโซลูชั่นออนไลน์ครบวงจร (นโยบายความเป็นส่วนตัว)

coverblog 73

ทุกกรกิริยาคืออะไร? บทเรียนการทรมานตนที่ไม่ช่วยให้บรรลุธรรม

ทุกกรกิริยาคืออะไร? บทเรียนการทรมานตนที่ไม่ช่วยให้บรรลุธรรม

เมื่อเอ่ยถึงคำว่า “ทุกกรกิริยา” หลายคนอาจนึกถึงภาพพระพุทธเจ้าทรงทรมานพระวรกายอย่างหนัก กินอาหารเพียงน้อยนิด จนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก แต่ลึกไปกว่านั้น ตอนแห่งการบำเพ็ญเพียรแบบทรมานตนนี้ เป็น “ทางตันทางจิตวิญญาณ” ที่พระองค์ทรงผ่านด้วยพระปัญญาอันยิ่งใหญ่ และกลายมาเป็นหัวใจของคำสอนเรื่อง “การบำเพ็ญเพียร ที่ถูกต้อง” ในพระพุทธศาสนา ฉบับไม่มีการหลงทาง

บทความนี้อ้างอิงเนื้อหาและลำดับเหตุการณ์จาก พระไตรปิฎกฉบับประชาชน และพระสูตรในสายเถรวาทที่สรุปอยู่ในเว็บไซต์ตระกูล 84000.org นำมาตีความเชิงประวัติศาสตร์ สังคม และ “ปริศนาธรรม” ที่ซ่อนอยู่ ว่าทำไมพระพุทธเจ้าต้องทรมานตนอย่างสุดขั้ว และทำไมพระองค์จึงทรง “เลิก” ทุกกรกิริยาอย่างเด็ดขาด

1. ฉากหลังสังคมอินเดียโบราณ: ทำไม “ทรมานตน” จึงถูกมองว่าสูงส่ง

1.1 บริบทความเชื่อก่อนพุทธกาล

ในสมัยพุทธกาล ดินแดนชมพูทวีป (อินเดียโบราณ) เต็มไปด้วยลัทธิและสำนักนักบวชหลากหลายกลุ่ม พระไตรปิฎกฉบับประชาชนอธิบายภาพรวมว่า มีทั้งพราหมณ์ ผู้ยึดถือเวทและการบูชายัญ และสมณะจาริกที่ออกป่าเพื่อแสวงหาทางหลุดพ้นจากสังสารวัฏ

แนวคิดสำคัญที่แพร่หลาย คือ ความเชื่อว่า การทรมานตน (ตบะ) เป็นวิธีเผากิเลส ล้างบาป กำจัดกรรมเก่า นักบวชจำนวนมากจึงปฏิบัติแบบสุดโต่ง เช่น

  • ยืนตากแดดกลางแจ้งเป็นเวลานาน
  • กลั้นลมหายใจจนหน้ามืด
  • อดอาหารหรือกินเพียงเล็กน้อย
  • นอนบนหนาม หรืออยู่ในป่าช้า

ในบรรยากาศเช่นนี้ แนวทาง “ทุกกรกิริยา” จึงไม่ใช่เรื่องประหลาด แต่กลับถูกมองว่าเป็นหนทางอันสูงส่งของ “ผู้กล้าทางจิตวิญญาณ”

1.2 เจ้าชายสิทธัตถะในโลกที่เต็มไปด้วยทางเลือก

พระไตรปิฎกฉบับประชาชนเล่าว่า หลังจากเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช พระองค์ทรงเสาะแสวงหาครูหลายสำนัก ทั้งสายสมาธิที่เน้นฌานสูง และสายโยคีที่เน้นการฝึกจิตขั้นลึก เพื่อค้นหาทางดับทุกข์โดยสิ้นเชิง

เมื่อพบว่าการปฏิบัติตามอาจารย์ทั้งสองสายยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย พระองค์จึงหันสู่แนวทางซึ่งสังคมยุคนั้นเชื่อว่า “ทรงพลังที่สุด” คือ การบำเพ็ญเพียรแบบทุกกรกิริยา

2. ทุกกรกิริยาคืออะไร? จากคำในพระไตรปิฎกสู่ความหมายเชิงชีวิต

2.1 ความหมายของ “ทุกกรกิริยา” ตามพระไตรปิฎก

คำว่า “ทุกกรกิริยา” (ทุกข์ + กิริยา) ในพระไตรปิฎกฉบับเถรวาท ใช้เรียกการปฏิบัติแบบ “ทำตัวให้ลำบากอย่างยิ่ง” เช่น อดอาหารอย่างรุนแรง ฝืนธรรมชาติของร่างกาย ด้วยความเชื่อว่าจะทำให้กิเลสและกรรมถูกเผาผลาญ

ในพระไตรปิฎกฉบับประชาชน ได้ยกตอนหนึ่งที่กล่าวถึงพระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญเพียรอย่างหนักว่า พระองค์ทรงอดอาหารจนร่างกายซูบผอม ทรงจับหนังท้องก็ถูกกระดูกสันหลัง ทรงจับหนังแขนก็เจอกระดูกแขน เพราะพระองค์ทรงเชื่ออย่างเต็มที่ในขณะนั้นว่า “หากจะเข้าถึงธรรมอันยิ่ง ต้องเอาชีวิตเข้าแลก”

2.2 ทุกกรกิริยากับ “การบำเพ็ญเพียร” ที่เข้าใจผิด

ความน่าสนใจคือ พระพุทธศาสนาไม่ได้ปฏิเสธ “การบำเพ็ญเพียร” แต่ปฏิเสธ “ความเพียรที่ผิดทาง” พระองค์ทรงแยกชัดเจนระหว่าง

  • เพียรทรมานตน – เน้นความเจ็บปวดทางกายเป็นหลัก หวังผลทางจิต โดยไม่เข้าใจกลไกเหตุและผลของจิตจริงๆ
  • เพียรชำระกิเลส – ใช้สติ ปัญญา สมาธิ เห็นตามความเป็นจริงของกายใจ

หัวใจอยู่ที่ว่า เพียรแบบไหน “ตรง” ต่อการดับทุกข์จริงๆ ไม่ใช่เพียรเพื่อให้ดูขลังหรือดูศักดิ์สิทธิ์

3. 6 ปีแห่งทุกกรกิริยา: พระพุทธเจ้าทรงทดลองกับชีวิตของพระองค์เอง

3.1 ระยะเวลาและลักษณะการปฏิบัติ

ในพระไตรปิฎกฉบับประชาชน สรุปภาพรวมว่า หลังจากออกผนวชแล้ว พระโพธิสัตว์ (ก่อนตรัสรู้) ทรงใช้เวลาประมาณ 6 ปี ในการแสวงหาทางตรัสรู้ โดยช่วงหนึ่งในระยะนี้คือการบำเพ็ญเพียรแบบทุกกรกิริยาร่วมกับปัญจวัคคีย์

ลักษณะการปฏิบัติที่กล่าวถึง เช่น

  • อดอาหารจนร่างกายอ่อนแรงอย่างยิ่ง
  • ฝึกกลั้นลมหายใจจนเส้นเลือดปูด เหงื่อตก ความเจ็บแสบในกายแผดเผาจนเกือบสิ้นสติ
  • พยายามบังคับจิตด้วยความรุนแรงทางกาย

สำคัญมาก คือ พระไตรปิฎกฉบับประชาชนชี้ให้เห็นว่า การเพียรแบบนี้ไม่ได้ทำให้พระองค์ได้ปัญญาเพิ่มขึ้นในทางเห็นอริยสัจ แต่กลับทำให้สภาพร่างกายเสื่อมโทรมจน “ใกล้ตาย”

3.2 จุดหักเห: เมื่อเพียรจนสุดทางแล้วพบว่ามันไม่ใช่

ตอนสำคัญที่ถูกเล่าไว้ คือ พระองค์ทรงพิจารณาด้วยปัญญาในวันหนึ่งว่า แม้จะทรมานตนถึงเพียงนี้ ก็ยังไม่ถึงความรู้แจ้งอันเป็นที่สุดแห่งทุกข์ ทรงเห็นชัดว่า

  • ร่างกายอ่อนแรงเกินกว่าจะทำสมาธิให้ตั้งมั่นได้
  • เพียงความลำบากทางกาย ไม่อาจทำให้จิต “เห็นความจริง” ของไตรลักษณ์ได้เอง

นี่คือจุดที่พระองค์ทรง “เลิกยึดติด” กับความเชื่อเดิมของสังคมว่า “ยิ่งลำบาก ยิ่งศักดิ์สิทธิ์” และเริ่มมองเห็นว่าการบำเพ็ญเพียรต้องอาศัย ทางสายกลาง

4. ทางสายกลาง: คำตอบที่เกิดจากการเลิกยึด “ทุกกรกิริยา”

4.1 เหตุการณ์รับข้าวมธุปายาส

พระไตรปิฎกฉบับประชาชนเล่าว่า เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงตัดสินใจเลิกเพียรทรมานตน พระองค์ทรงรับข้าวมธุปายาส (ข้าวหุงด้วยนมและน้ำผึ้ง) จากนางสุชาดา แล้วเสวยอาหารจนกายมีแรง

เหตุการณ์นี้เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะ

  • พระองค์ทรงยอมรับว่า “การบำเพ็ญเพียร ต้องการฐานของร่างกายที่พอเหมาะ ไม่ใช่การทำลายกาย
  • เป็นการประกาศโดยปริยายว่า “ทุกกรกิริยาไม่ใช่หนทางตรัสรู้

4.2 ปัญจวัคคีย์ละทิ้งพระองค์: ความเพียรที่ไม่ตรง ยังทำให้หลงทาง

เมื่อปัญจวัคคีย์ (นักบวชห้ารูปที่ร่วมบำเพ็ญเพียรกับพระองค์) เห็นว่าพระโพธิสัตว์กลับมาฉันอาหารตามปกติ จึงเข้าใจว่าพระองค์ “ถอนตัวจากความเพียร” แล้วจึงละทิ้งพระองค์ไป

นี่คือภาพสะท้อนชัดเจนว่า ในสังคมขณะนั้น คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า ความเพียร = ความลำบากทางกาย โดยยังไม่รู้เลยว่า หัวใจของการบำเพ็ญเพียรในทางพุทธแท้ๆ คือการชำระกิเลสด้วยปัญญา ไม่ใช่แข่งขันกันทรมานตน

4.3 การค้นพบ “มัชฌิมาปฏipada”

หลังจากนั้น พระองค์ทรงดำเนินไปสู่การตรัสรู้ภายใต้ต้นโพธิ โดยแนวคิดที่ชัดเจนมากในพระไตรปิฎก คือการค้นพบ “มัชฌิมาปฏิปทา” หรือ “ทางสายกลาง” ที่เว้นทั้ง

  • กามสุขัลลิกานุโยค – การหมกมุ่นในกามและความสุขทางโลก
  • อัตตกิลมถานุโยค – การทรมานตนให้ลำบากเกินควร (ซึ่งรวมถึงทุกกรกิริยา)

ทางสายกลางจึงไม่ใช่การ “ประนีประนอมระหว่างสบายกับลำบาก” แต่คือ การเลือกหนทางที่มีประสิทธิผลต่อการดับทุกข์ โดยเน้นการเจริญศีล สมาธิ ปัญญา ตามอริยมรรคมีองค์แปด

สิ่งที่คนส่วนใหญ่อาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับตอนนี้

5.1 ทุกกรกิริยาไม่ใช่ความผิดพลาด แต่คือ “การทดลองด้วยชีวิตจริง”

บางคนเข้าใจว่าช่วงทุกกรกิริยาคือ “ความหลงผิด” ของพระโพธิสัตว์ แต่พระไตรปิฎกฉบับประชาชนชี้ให้เห็นมุมที่ลึกกว่านั้นว่า ตอนนี้คือช่วงที่พระองค์ทรง “ทดสอบทุกคำสอนที่สังคมเชื่อ” ด้วยพระวรกายและพระจิตของพระองค์เอง

เพราะเหตุนี้ หลังตรัสรู้แล้ว เมื่อพระองค์ตรัสบอกว่า ทุกกรกิริยาไม่ใช่หนทางตรัสรู้ พระองค์ตรัสจากประสบการณ์ตรง ไม่ใช่แค่ความเห็นส่วนตัว ทำให้คำสอนมีน้ำหนัก และสามารถหักล้างความเชื่อเดิมๆ ได้อย่างมั่นคง

5.2 ปริศนาธรรม: ทำไมพระองค์จึง “ไม่กลับไปตำหนิ” ทุกกรกิริยาอย่างรุนแรง

หากสังเกตจากพระสูตรในพระไตรปิฎก จะพบว่า พระพุทธเจ้า ไม่ได้ทรงใช้ถ้อยคำด่าว่าหรือดูถูกนักบวชที่ยังบำเพ็ญทุกกรกิริยา แต่ทรงใช้วิธีอธิบายว่า “เพียรแบบไหนให้ผลอะไร” แล้วเชื้อเชิญให้ผู้ฟังใช้ปัญญาพิจารณาเอง

ปริศนาธรรมที่ซ่อนอยู่คือ:

  • พระองค์ทรงเคารพ “ความจริงใจในการแสวงหา” ของผู้ที่เพียรทรมานตน
  • แต่ทรงชี้ให้เห็นอย่างเป็นระบบว่า ความเพียรที่ไม่ตรงต่อเป้าหมาย ย่อมไม่พาไปถึงที่สุดแห่งทุกข์

นี่สะท้อนว่า พุทธศาสนาไม่ได้ต่อต้านความเพียร แต่ปรับทิศทางของความเพียรให้ตรงทาง

5.3 ทุกกรกิริยาในมุมจิตวิทยา: การติด “ภาพลักษณ์ของผู้เพียร”

เมื่อนำมามองเชิงจิตวิทยาตามแนวพระไตรปิฎกฉบับประชาชน จะเห็นว่า ทุกกรกิริยาแฝง “กับดักของอัตตา” อยู่เงียบๆ คือ

  • ผู้เพียรอาจแอบยึดถือว่า “เราคือผู้ทนได้มากกว่าคนอื่น”
  • เกิดความรู้สึกเหนือกว่าทางศีลธรรม เพราะตนลำบากกว่าคนทั่วไป

แต่พระพุทธเจ้าทรงสรุปด้วยการกระทำของพระองค์เองว่า ความลำบากทางกาย ไม่รับประกันว่ากิเลสจะลดลง การปล่อยวางอัตตาต่างหากที่เป็นหัวใจของการพ้นทุกข์

บทเรียนสำหรับชีวิตและการทำธุรกิจยุค 2026

6.1 เพียรให้ถูกจุด ไม่ใช่แค่ “ทำงานหนัก”

ในโลกธุรกิจยุค 2026 หลายคนใช้ชีวิตแบบ “ทุกกรกิริยา” โดยไม่รู้ตัว เช่น ทำงานวันละ 14–16 ชั่วโมง นอนน้อย กินไม่เป็นเวลา แล้วเชื่อว่าความลำบากนี้จะพาไปสู่ความสำเร็จ

เมื่อเทียบกับคำสอนของพระพุทธเจ้า จะเห็นบทเรียนชัดเจนว่า

  • ความเพียรที่ถูกต้อง ต้องพาเราเข้าใกล้เป้าหมายจริงๆ ไม่ใช่แค่เหนื่อยมากขึ้น
  • การดูแล “กาย” ให้สมดุล เป็นเงื่อนไขของ “จิตที่ตั้งมั่น” ในการคิดวางกลยุทธ์

6.2 ทางสายกลางของเจ้าของธุรกิจ

นำหลักมัชฌิมาปฏิปทามาใช้ในงานและธุรกิจได้จริง เช่น

  • เลิกสุดโต่งแบบ “ทำงานจนป่วย” หรือ “ปล่อยงานจนเสียหาย” แล้วกลับมาวางโครงสร้างการทำงานที่สมดุล
  • ใช้ความเพียรกับ “กระบวนการคิดและวางระบบ” ไม่ใช่แค่เพิ่มชั่วโมงทำงาน
  • ฝึกสติเป็นประจำ เห็นความเหนื่อย ความโลภ ความกลัว ขึ้นลงในใจ แล้วตัดสินใจจากความจริง ไม่ใช่จากอารมณ์

6.3 การบำเพ็ญเพียรแบบผู้บริหาร: เพียรด้านในไม่แพ้เพียรด้านนอก

หากเทียบกับคำสอนเรื่อง การบำเพ็ญเพียร ในพระพุทธศาสนา เราอาจสรุปเป็นแนวทางสำหรับผู้นำยุคใหม่ได้ว่า

  • เพียรฝึก “ฟังคน” มากขึ้น แทนการตัดสินใจตามอารมณ์
  • เพียรฝึก “ปล่อยวางความยึดติดในภาพลักษณ์ผู้นำเก่ง” แล้วกล้ายอมรับข้อผิดพลาด
  • เพียร “ทบทวนตัวเอง” อย่างสม่ำเสมอ เหมือนที่พระพุทธเจ้าทรงทบทวนแนวทางทุกกรกิริยาของพระองค์เอง

สาระสำคัญคือ เพียรในสิ่งที่เปลี่ยนแปลงภายในจิตใจ ไม่ใช่เพียงเพียรเพิ่มภาระภายนอก

บทสรุป: ทุกกรกิริยา – ทางตันที่กลายเป็นประตูสู่ทางสายกลาง

ตอนแห่ง “ทุกกรกิริยา” ในประวัติพระพุทธเจ้า ไม่ใช่แค่เรื่องเล่าเชิงปาฏิหาริย์หรือความทรมานสุดขั้ว แต่คือ “ห้องทดลองชีวิตจริง” ที่พระองค์ทรงพิสูจน์ด้วยตนเองว่า การบำเพ็ญเพียรแบบทรมานตนไม่อาจพาไปถึงที่สุดแห่งทุกข์ได้

จากการเลิกยึดติดกับความเชื่อเรื่องตบะและความลำบาก พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ “มัชฌิมาปฏิปทา” ซึ่งกลายเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนามาจนถึงปัจจุบัน และสำหรับผู้ประกอบการ–คนทำงานยุค 2026 ตอนนี้กำลังเตือนเราว่า

  • เหนื่อยมาก ไม่ได้แปลว่าเดินมาถูกทาง
  • ทรมานตัวเอง ไม่ได้หมายความว่าจิตจะสูงขึ้น
  • เพียรให้ตรง เปลี่ยนได้ทั้งชีวิต การงาน และธุรกิจ

หากเรากลับมามองชีวิตตนเองอย่างซื่อตรงเหมือนที่พระพุทธเจ้าทรงมองทุกกรกิริยา เราอาจพบทางสายกลางของเราเอง ทางที่ไม่ทำร้ายตัวเอง เกื้อกูลผู้อื่น และพาเราเข้าใกล้ “ความสำเร็จที่ไม่ต้องแลกด้วยความพังทลายของกายใจ” อย่างแท้จริงนะครับ

คลังความรู้ข่าว

จัดทำบทความข่าวสารโดย AI

บทความนี้เรียบเรียงโดยระบบ AI อัจฉริยะ เพื่อนำเสนอบทความข่าวสารที่รวดเร็วและเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่าน เพื่อเป็นองค์ความรู้และสนับสนุนให้คนรักการอ่าน หากเนื้อหาและข้อมูลส่วนใดของบทความข่าวสารมีข้อผิดพลาดประการใด ทาง SalePageDD ต้องกราบขออภัยล่วงหน้าด้วยครับ ทางเรายินดีรับฟังคำติชม ตักเตือน เพื่อนำมาปรับแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น

📌 หากบทความนี้เป็นประโยชน์ อย่าลืมแบ่งปันความรู้ให้กับเพื่อนๆ ของคุณ เพื่อร่วมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ไปด้วยกันนะครับ | SalePageDD

คลังความรู้บทความ ข่าวสาร

จัดทำบทความข่าวสารโดย AI

บทความนี้เรียบเรียงโดยระบบ AI อัจฉริยะ เพื่อนำเสนอบทความข่าวสารที่รวดเร็วและเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่าน เพื่อเป็นองค์ความรู้และสนับสนุนให้คนรักการอ่าน หากเนื้อหาและข้อมูลส่วนใดของบทความข่าวสารมีข้อผิดพลาดประการใด ทาง SalePageDD ต้องกราบขออภัยล่วงหน้าด้วยครับ ทางเรายินดีรับฟังคำติชม ตักเตือน เพื่อนำมาปรับแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น

📌 หากบทความนี้เป็นประโยชน์ อย่าลืมแบ่งปันความรู้ให้กับเพื่อนๆ ของคุณ เพื่อร่วมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ไปด้วยกันนะครับ | SalePageDD

เรื่องที่แนะนำ

coverblog 26

Marketing Funnel คืออะไร? กลยุทธ์เปลี่ยนคนเป็นลูกค้า

Marketing Funnel คือ: คู่มือปฏิบัติสำหรับสร้างและปรับแต่งช่องทางการตลาดให้ได้ผล ถ้าคุณเคยสงสัยว่า “Marketing Funnel คืออะไร และทำไมธุรกิจต้องมี” บทความนี้จะช่วยอธิบายตั้งแต่แนวคิดพื้นฐาน จนถึงขั้นตอนปฏิบัติในการออกแบบ วัดผล และปรับปรุงให้เกิด conversion อย่างเป็นระบบ Marketing Funnel คือกรอบความคิดที่ช่วยให้ทีมการตลาดและฝ่ายขายมองเห็นกระบวนการที่ลูกค้าผ่าน ตั้งแต่รู้จักแบรนด์จนถึงซื้อและเป็นลูกค้าประจำ — ...
coverblog 28

วิวัฒนาการของแบตเตอรี่: หัวใจสำคัญที่จำกัดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

วิวัฒนาการของแบตเตอรี่: หัวใจสำคัญที่จำกัดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี บทนำ: ทำไม “ประวัติแบตเตอรี่” ถึงสำคัญต่ออนาคตเทคโนโลยี หากมองย้อนกลับไปใน ประวัติแบตเตอรี่ เราจะเห็นภาพชัดเจนมากครับว่า “พลังงานไฟฟ้าแบบพกพา” คือหัวใจสำคัญที่กำหนดขีดจำกัดของ เทคโนโลยีพลังงาน แทบทุกยุค ตั้งแต่ยุควิทยุพกพา โทรศัพท์มือถือเครื่องใหญ่เท่าอิฐ ไปจนถึงยุคสมาร์ทโฟน รถยนต์ไฟฟ้า และดาวเทียมขนาดเล็กในปัจจุบัน ความก้าวหน้าทางคอมพิวเตอร์ ชิปประมวลผล ...
coverblog 392

รีวิว Mazda 2: ช่วงล่างเทพแต่แคบจริงไหม?

รีวิว Mazda 2: ช่วงล่างเทพแต่แคบจริงไหม? ใช้จริงเป็นยังไงมาดูกัน ถ้าพูดถึง Mazda 2 ในกลุ่มรถเล็ก (City Car / Eco Car) ประโยคยอดฮิตที่ได้ยินบ่อยคือ “ช่วงล่างดี ขับมันส์ แต่แคบจริงไหม?” รวมถึงคำถามแนวๆ นี้: ...