You dont have javascript enabled! Please enable it!

SalePageDD คลังความรู้ ข่าวสารจาก AI อัจฉริยะ

SalePageDD
คลังความรู้บทความ ข่าวสาร

แหล่งรวมคลังความรู้รอบตัว บทความ ข่าวสารและเทคโนโลยี จาก SalePageDD เนื้อหาบทความข่าวสารและแหล่งความรู้ต่างๆ รวบรวมเรียบเรียงโดยระบบ AI อัจฉริยะ
เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล และเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่าน เพื่อเป็นองค์ความรู้และสนับสนุนให้คนรักการอ่าน พร้อมแบ่งปันประสบการณ์การอยู่ร่วมกัน
ของมนุษย์ กับ AI อย่างสงบสุขพึ่งพากันและกัน หากเนื้อหาและข้อมูลส่วนใดของบทความข่าวสาร และแหล่งความรู้ต่างๆที่ AI รวบรวมและเรียบเรียงมา มีข้อผิดพลาดประการใด
ทาง SalePageDD ต้องกราบขออภัยล่วงหน้ามา ณ ที่นี้ ด้วยครับ ทางเรายินดีรับฟังความคิดเห็น คำติชม คำตักเตือน เพื่อนำมาปรับใช้และแก้ไขในการวางระบบ AI ให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
แหล่งรวมความรู้ บทความ ข่าวสาร SalePageDD อยู่ภายใต้การบริหารจัดการดูแลระบบและควบคุมการวางคำสั่งรันระบบ AI อัจฉริยะ
โดย : Shop SDesign ผู้ให้บริการเว็บโฮสติ้ง รับทำเว็บไซต์ และโซลูชั่นออนไลน์ครบวงจร (นโยบายความเป็นส่วนตัว)

coverblog 296

เอเวอเรสต์: หลังคาโลกและการเคลื่อนที่ของเปลือกโลก

เอเวอเรสต์: หลังคาโลกกับความลับการเคลื่อนที่ของเปลือกโลก

เมื่อเราพูดถึง **เอเวอเรสต์ (Mount Everest)** หลายคนจะนึกถึง “ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก” หรือ “หลังคาโลก” แต่ลึกลงไปกว่านั้น เอเวอเรสต์คือผลลัพธ์ของกระบวนการทาง **ธรณีวิทยา** ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของโลก นั่นคือ “การชนกันของแผ่นเปลือกโลก” ที่สร้างเทือกเขา **หิมาลัย (Himalaya)** ขึ้นมาอย่างต่อเนื่องยาวนานนับสิบล้านปี

บทความนี้จะพาคุณมองเอเวอเรสต์ไม่ใช่แค่ภูเขา แต่คือ “หลักฐานมีชีวิต” ที่เล่าเรื่องราวของการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลก ตั้งแต่การกำเนิดเทือกเขาหิมาลัย โครงสร้างธรณีวิทยาของภูเขา ไปจนถึงการที่เอเวอเรสต์ “ยังคงสูงขึ้น” อยู่ตลอดเวลา และมีผลต่อภูมิภาคโดยรอบอย่างไร

หิมาลัยและเอเวอเรสต์: ผลงานชิ้นเอกของการชนกันของแผ่นเปลือกโลก

เทือกเขา **หิมาลัย** และยอดเขาเอเวอเรสต์ เกิดจากการชนกันของสองแผ่นเปลือกโลกขนาดใหญ่ คือ

  • แผ่นเปลือกโลกอินเดีย (Indian Plate) – เดิมเคยเป็นส่วนหนึ่งของทวีปกอนด์วานา อยู่ทางตอนใต้ของโลก จากนั้นค่อยๆ เคลื่อนตัวขึ้นทางเหนือ
  • แผ่นยูเรเชีย (Eurasian Plate) – คือแผ่นเปลือกโลกขนาดใหญ่ที่รองรับทวีปยุโรปและเอเชีย

ในเชิงธรณีวิทยา จุดเริ่มต้นสำคัญอยู่ประมาณ **50–55 ล้านปีก่อน** เมื่อแผ่นอินเดียเคลื่อนที่ด้วยความเร็วค่อนข้างสูง (เมื่อเทียบในเชิงธรณีวิทยา) แล้วเข้าชนกับแผ่นยูเรเชีย การชนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลันในวันเดียว แต่เป็นกระบวนการยาวนานหลายสิบล้านปี เกิดแรงดันมหาศาลที่ทำให้ชั้นหินโค้งงอ พับตัว และดันตัวสูงขึ้นกลายเป็นเทือกเขา

เบื้องหลังการยกตัว: ทำไมภูเขาถึงสูงขึ้นได้?

คำถามสำคัญคือ: ทำไมเมื่อแผ่นเปลือกโลกชนกันแล้วถึงเกิดภูเขาสูงอย่างเทือกเขาหิมาลัยและยอดเอเวอเรสต์?

  • การชนแบบทวีป–ทวีป (Continent–Continent Collision)
    เมื่อเปลือกโลกที่เป็น “ทวีป” ชนกับ “ทวีป” ด้วยกันเอง ทั้งสองแผ่นลอยตัวและหนา ไม่ยุบจมลงง่ายๆ เหมือนกรณีเปลือกมหาสมุทรชนทวีป ผลคือชั้นหินทั้งสองด้าน “ย่น” และ “ทับซ้อนกัน” ดันตัวขึ้นด้านบน เกิดเป็นเทือกเขาสูงยาวเป็นแนว
  • การหนาตัวของเปลือกโลก (Crustal Thickening)
    เมื่อชั้นหินทับซ้อนกันหลายชั้น เปลือกโลกบริเวณนั้นหนาขึ้นมากกว่าปกติ บริเวณหิมาลัยจึงมีเปลือกโลกหนาถึงประมาณ 70 กิโลเมตร (หนากว่าพื้นทวีปทั่วไปที่ราว 30–40 กิโลเมตร)
  • การยกตัว (Uplift)
    เมื่อมีความหนาและความหนาแน่นต่างกัน ระบบสมดุลของเปลือกโลก (isostasy) ทำให้บริเวณนั้น “ลอยสูงขึ้น” คล้ายภูเขาน้ำแข็งที่โผล่ขึ้นเหนือน้ำเพราะส่วนล่างมีขนาดใหญ่

ทั้งหมดนี้รวมกันเป็นกระบวนการที่ทำให้เทือกเขาหิมาลัยและยอดเอเวอเรสต์ **ยังคงยกตัวสูงขึ้นอยู่ตลอดเวลา** ไม่ใช่ภูเขาที่หยุดนิ่งแล้วจบไป

เอเวอเรสต์สูงขึ้นทุกปี: ภูเขาที่ไม่เคยหยุดโต

จากการวัดด้วยระบบ **GPS และดาวเทียม** นักธรณีวิทยาพบว่า แผ่นเปลือกโลกอินเดียยังคงเคลื่อนที่และดันเข้าไปในแผ่นยูเรเชียด้วยอัตราเฉลี่ยประมาณ **4–5 เซนติเมตรต่อปี** และทำให้หิมาลัยรวมถึงเอเวอเรสต์มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

  • เอเวอเรสต์ยังสูงขึ้นเล็กน้อยทุกปี
    ค่าประมาณการโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับมิลลิเมตรต่อปี แม้จะไม่มาก แต่เมื่อคิดในระยะเวลาหลายล้านปี ก็มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง
  • แผ่นดินไหวมีผลต่อระดับความสูง
    เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในเนปาล ปี 2015 ถูกพบว่ามีผลทำให้ระดับพื้นที่บางส่วนของหิมาลัยเคลื่อนตัวขึ้น–ลงในระดับเซนติเมตรถึงหลายสิบเซนติเมตร แสดงให้เห็นว่าภูเขาไม่ได้ “นิ่ง” เลยในมุมมองธรณีวิทยา
  • การกัดเซาะ vs การยกตัว
    แม้ภูเขาจะถูกกัดเซาะโดยน้ำแข็ง ลม น้ำฝน และธารน้ำแข็งอย่างต่อเนื่อง แต่พลังของการยกตัวจากการชนกันของแผ่นเปลือกโลกก็ยังมีมากพอที่จะทำให้ภูมิประเทศยังคงสูงชัน

ธรณีวิทยาของเอเวอเรสต์: ยอดเขาที่เคยเป็นก้นทะเล

จุดที่น่าสนใจที่สุดอย่างหนึ่งของ **ธรณีวิทยาเอเวอเรสต์** คือ ชั้นหินที่พบในบริเวณยอดเขา โดยเฉพาะชั้นหินปูนและฟอสซิลจากสิ่งมีชีวิตทะเล

  • ยอดเขาที่เคยอยู่ใต้ทะเลโบราณ
    นักวิทยาศาสตร์พบว่า หินบริเวณยอดเอเวอเรสต์ส่วนหนึ่งเป็น **หินปูน (limestone)** ที่เกิดจากการสะสมของซากสิ่งมีชีวิตในทะเล เช่น ปะการัง สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังขนาดเล็ก และตะกอนทะเลเมื่อหลายร้อยล้านปีก่อน
  • หลักฐานจากฟอสซิล
    ฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตทะเลที่พบในหินบริเวณยอดเขา คือหลักฐานสำคัญที่ยืนยันว่า บริเวณนี้เคยเป็น **พื้นทะเลของมหาสมุทรเททีส (Tethys Ocean)** ก่อนที่แผ่นอินเดียจะชนเข้ากับยูเรเชียและดันชั้นหินเหล่านี้ขึ้นมาเป็นยอดเขาหิมาลัย
  • การแปรสภาพของหิน (Metamorphism)
    ระหว่างการชน แรงดันและอุณหภูมิสูงมากทำให้หินดั้งเดิมบางส่วนเปลี่ยนสภาพเป็นหินแปร เช่น หินชีสต์ (schist) และหินไนส์ (gneiss) ซึ่งเป็นหนึ่งใน “บันทึก” การเปลี่ยนแปลงสภาวะในอดีตของภูเขา

มุมนี้ทำให้เราเห็นว่า เอเวอเรสต์ไม่ใช่แค่ภูเขาสูง แต่คือ “บันทึกสามมิติ” ของเปลือกโลกที่เคลื่อนที่และแปรเปลี่ยนตลอดหลายร้อยล้านปี

Did you know? – ยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก…อาจไม่ใช่เอเวอเรสต์ในทุกมุมมอง

หลายคนอาจคิดว่า **เอเวอเรสต์คือภูเขาที่สูงที่สุดในโลกแบบไม่ต้องสงสัย** แต่ถ้าดูให้ลึกลงไปทางธรณีวิทยา ภูเขาที่ “สูงที่สุด” ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้วัดครับ

  • วัดจากระดับน้ำทะเล: เอเวอเรสต์สูงที่สุด (ประมาณ 8,848–8,849 เมตร)
  • วัดจากฐานภูเขาถึงยอด: ภูเขาไฟเมานาเคีย (Mauna Kea) ในฮาวาย ถ้าวัดจากฐานใต้น้ำถึงยอด สูงกว่า 10,000 เมตร
  • วัดจากระยะห่างจาก “ใจกลางโลก”: ยอดเขาชิมโบราโซ (Chimborazo) ในเอกวาดอร์ มีระยะห่างจากใจกลางโลกมากกว่าเอเวอเรสต์เล็กน้อย เพราะโลกมีรูปทรงแป้นที่ขั้วและป่องที่เส้นศูนย์สูตร

ดังนั้นในมุมมองทาง **ธรณีวิทยา** และเชิงฟิสิกส์ คำว่า “สูงที่สุดในโลก” มีหลายมิติให้มอง และเอเวอเรสต์คือ “สูงที่สุดจากระดับน้ำทะเล” ซึ่งเป็นมาตรฐานที่เราใช้กันทั่วไปนั่นเองครับ

หิมาลัย: กำแพงภูเขาที่เปลี่ยนภูมิอากาศเอเชีย

เทือกเขา **หิมาลัย** ไม่ได้มีผลเฉพาะในเชิงภูมิประเทศ แต่ยังมีอิทธิพลอย่างมากต่อ **ภูมิอากาศของทวีปเอเชีย** โดยเฉพาะมรสุมและการกระจายของฝน

  • กำแพงธรรมชาติของมรสุม
    หิมาลัยทำหน้าที่เป็น “กำแพงขนาดยักษ์” ขวางลมมรสุมจากมหาสมุทรอินเดีย ทำให้ด้านใต้ของเทือกเขา (เช่น อินเดีย เนปาล ภูฏาน) มีฝนตกชุก ในขณะที่ด้านเหนือ (เช่น ทิเบต) แห้งแล้งกว่า เพราะอยู่ในเงาฝน (rain shadow)
  • แผ่นดินสูงทิเบตกับการหมุนเวียนอากาศ
    ที่ราบสูงทิเบตซึ่งเป็นผลพวงของการชนกันของแผ่นเปลือกโลก มีความสูงเฉลี่ยมากกว่า 4,000 เมตร ทำให้เกิดความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างพื้นดินกับบรรยากาศด้านบน ส่งผลต่อการไหลเวียนของอากาศและระบบลมมรสุมเอเชีย
  • แหล่งกำเนิดแม่น้ำสายสำคัญ
    ธารน้ำแข็งในหิมาลัยเป็นต้นน้ำของแม่น้ำสำคัญหลายสาย เช่น คงคา พรหมบุตร โขง แยงซี ทำให้การเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งและหิมะมีผลต่อความมั่นคงด้านน้ำของผู้คนหลายร้อยล้านคน

ภาพรวมนี้สะท้อนว่า **ธรณีวิทยาของหิมาลัยและเอเวอเรสต์เชื่อมโยงกับระบบนิเวศและสังคมมนุษย์** อย่างแนบแน่น มากกว่าจะเป็นเพียงภูเขาสำหรับการท่องเที่ยวและปีนเขาเท่านั้น

แผ่นเปลือกโลกและเขตมุดตัว: เปรียบเทียบหิมาลัยกับภูเขาแบบอื่น

เพื่อเข้าใจเอเวอเรสต์และหิมาลัยให้ลึกขึ้น เราจำเป็นต้องมองภาพกว้างของ **โครงสร้างเปลือกโลก** และรูปแบบของเทือกเขาทั่วโลก

  • เขตมุดตัว (Subduction Zone)
    ในหลายพื้นที่ เช่น รอบมหาสมุทรแปซิฟิก แผ่นเปลือกโลกมหาสมุทรมุดลงใต้แผ่นทวีป เกิดภูเขาไฟและเทือกเขา เช่น แอนดีส (Andes)
    หิมาลัยต่างออกไป เพราะเป็น “ทวีปชนทวีป” ทำให้ไม่มีภูเขาไฟมากมายแบบเขตมุดตัว แต่มีการยกตัวของหินจำนวนมากแทน
  • รอยเลื่อนและธรณีพิบัติภัย
    การชนกันของแผ่นเปลือกโลกไม่เพียงแต่สร้างภูเขา แต่ยังสะสมพลังงานในรูปของความเครียด (stress) ในหิน เมื่อปลดปล่อยออกมาก็เกิดเป็น **แผ่นดินไหว** ที่รุนแรง เช่น ที่เนปาล อินเดีย จีนตอนใต้
  • หิมาลัยในฐานะแล็บธรรมชาติของธรณีวิทยา
    การศึกษาหิน โครงสร้างการพับตัว และรอยเลื่อนในหิมาลัย ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจวิวัฒนาการของทวีปอื่นๆ ที่อาจเคยเกิดกระบวนการคล้ายคลึงกันในอดีต แต่ไม่มีหลักฐานผิวดินเหลืออยู่ชัดเจนเท่า

ธารน้ำแข็ง หิมะ และการกัดเซาะ: ช่างแกะสลักภูเขา

แม้เอเวอเรสต์และหิมาลัยจะเกิดจากการดันตัวของแผ่นเปลือกโลก แต่รูปร่างที่เราเห็นในปัจจุบัน เช่น สันเขาคมๆ หุบเขาเป็นรูปตัว U ล้วนเป็นผลงานของ “การกัดเซาะ” โดยธารน้ำแข็งและปัจจัยทางธรรมชาติอื่นๆ

  • ธารน้ำแข็ง (Glaciers)
    ธารน้ำแข็งทำหน้าที่เหมือน “กระดาษทรายยักษ์” ที่ไหลช้าๆ ลากหินและตะกอนไปด้วย ขัดและขูดหุบเขาให้ลึกและกว้างขึ้นเรื่อยๆ
  • การผุพังและการล้มทลายของหิน
    การสลับของอุณหภูมิ เช่น น้ำแข็งละลาย–แข็งตัวซ้ำๆ ทำให้หินแตกออก (frost wedging) เกิดการพังทลายบนหน้าผาสูงชัน
  • สมดุลระหว่างการยกตัวและการกัดเซาะ
    ธรณีวิทยามองหิมาลัยเป็นพื้นที่ที่ “แข่งขัน” กันระหว่างการยกตัวจากแรงภายในโลก และการกัดเซาะจากปัจจัยภายนอก ทำให้ภูมิประเทศยังคงสูงชันแต่มีการเปลี่ยนแปลงรูปทรงอยู่ตลอดเวลา

เอเวอเรสต์ในมุมมองเวลาเชิงธรณีวิทยา

สำหรับมนุษย์ เอเวอเรสต์อาจดูนิ่งอยู่กับที่มานานนับพันปี แต่ในสายตาของนักธรณีวิทยา เอเวอเรสต์เป็นเพียง “ฉากหนึ่งในหนังยาวมหาศาลของโลก” ที่ยังฉายอยู่ไม่จบ

  • ในอดีต: พื้นที่นี้เคยเป็นพื้นมหาสมุทรเททีส เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตทะเลและตะกอนโคลน
  • ปัจจุบัน: กลายเป็นยอดเขาสูงที่สุดของโลก เจ้าของฉายา “หลังคาโลก” และหิมาลัยคือเทือกเขาที่กำลังเติบโต
  • อนาคตระยะไกล: ในอีกหลายสิบล้านปีข้างหน้า แผ่นอินเดียอาจหยุดเคลื่อนที่หรือเปลี่ยนทิศ แรงชนลดลง หิมาลัยอาจค่อยๆ ถูกกัดเซาะให้เตี้ยลง คล้ายเทือกเขาเก่าในทวีปอื่น

ภาพเหล่านี้ช่วยให้เราเข้าใจว่า **เอเวอเรสต์และหิมาลัยคือฉากหนึ่งของวิวัฒนาการโลก ไม่ใช่สภาพถาวร** หากมองด้วยกรอบเวลาอันยาวนานของธรณีวิทยา

บทสรุป: หลังคาโลกที่เล่าเรื่องการเคลื่อนที่ของเปลือกโลก

เมื่อมองเอเวอเรสต์และเทือกเขาหิมาลัยผ่านเลนส์ของ **ธรณีวิทยา** เราจะเห็นมากกว่าภูมิประเทศสวยงามหรือเป้าหมายการปีนเขาที่ท้าทาย แต่จะเห็นเป็น:

  • หลักฐานของการชนกันระหว่าง **แผ่นเปลือกโลกอินเดียและยูเรเชีย**
  • หินบนยอดเขาที่เคยเป็น **ตะกอนก้นมหาสมุทรเททีส** ในอดีต
  • ภูเขาที่ **ยังคงสูงขึ้นและเปลี่ยนแปลง** จากพลังภายในโลกและการกัดเซาะจากภายนอก
  • กำแพงภูเขาที่ส่งผลต่อ **ภูมิอากาศ มรสุม และการกระจายทรัพยากรน้ำ** ในเอเชีย

การเข้าใจเอเวอเรสต์และหิมาลัยในมิติของธรณีวิทยา จึงไม่ใช่แค่ความรู้สำหรับนักวิชาการเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เราตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่าง **เปลือกโลก ภูมิอากาศ และชีวิตมนุษย์** ได้อย่างลึกซึ้งขึ้นด้วย

หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ผู้อ่านของ SalePageDD มอง “เอเวอเรสต์: หลังคาโลกและการเคลื่อนที่ของเปลือกโลก” ด้วยสายตาใหม่ เห็นทั้งความงดงามและพลังของโลกใบนี้ในเวลาเดียวกันนะครับ

คลังความรู้ข่าว

จัดทำบทความข่าวสารโดย AI

บทความนี้เรียบเรียงโดยระบบ AI อัจฉริยะ เพื่อนำเสนอบทความข่าวสารที่รวดเร็วและเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่าน เพื่อเป็นองค์ความรู้และสนับสนุนให้คนรักการอ่าน

📌 หากบทความนี้เป็นประโยชน์ อย่าลืมแบ่งปันความรู้ให้กับเพื่อนๆ ของคุณ เพื่อร่วมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ไปด้วยกันนะครับ | SalePageDD

คลังความรู้บทความ ข่าวสาร

จัดทำบทความข่าวสารโดย AI

บทความนี้เรียบเรียงโดยระบบ AI อัจฉริยะ เพื่อนำเสนอบทความข่าวสารที่รวดเร็วและเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่าน เพื่อเป็นองค์ความรู้และสนับสนุนให้คนรักการอ่าน หากเนื้อหาและข้อมูลส่วนใดของบทความข่าวสารมีข้อผิดพลาดประการใด ทาง SalePageDD ต้องกราบขออภัยล่วงหน้าด้วยครับ ทางเรายินดีรับฟังคำติชม ตักเตือน เพื่อนำมาปรับแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น

📌 หากบทความนี้เป็นประโยชน์ อย่าลืมแบ่งปันความรู้ให้กับเพื่อนๆ ของคุณ เพื่อร่วมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ไปด้วยกันนะครับ | SalePageDD

เรื่องที่แนะนำ

coverblog 181

วิธีจัดพอร์ตการลงทุนตามช่วงวัย อายุ 30-40 เสี่ยงแค่ไหน?

วิธีจัดพอร์ตการลงทุนตามช่วงวัย อายุ 30-40: เสี่ยงแค่ไหนและควรทำอย่างไรกับการจัดพอร์ตการลงทุน การ จัดพอร์ตการลงทุน สำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงอายุ 30-40 เป็นช่วงเวลาที่สำคัญเพราะเป็นจุดสมดุลระหว่างความสามารถรับความเสี่ยงที่ยังสูงและความรับผิดชอบทางการเงินที่เพิ่มขึ้น บทความนี้จะให้แนวทางเชิงปฏิบัติ ตั้งแต่การประเมินตัวเอง การตั้งเป้าหมาย ไปจนถึงตัวอย่างพอร์ตและกลยุทธ์ปรับพอร์ตที่นำไปใช้ได้จริง บทนำ: ทำไมวัย 30-40 ต้องมีพอร์ตที่ต่างออกไป วัย 30-40 มักเป็นช่วงที่รายได้เริ่มสูงขึ้น ...
coverblog 177

Dollar Cost Averaging (DCA) คืออะไร? เทคนิคออมหุ้น

Dollar Cost Averaging (DCA) คืออะไร? เทคนิค ออมหุ้น DCA ออมหุ้น DCA เป็นกลยุทธ์การลงทุนที่ทำโดยการลงทุนจำนวนเงินเท่า ๆ กันเป็นงวด ๆ ตามช่วงเวลา (เช่น รายสัปดาห์ รายเดือน) โดยไม่สนใจราคาตลาดในขณะนั้น เทคนิคนี้มุ่งลดความเสี่ยงจากการจับจังหวะตลาด ...
coverblog 99

กระจกแปดเหลี่ยม วิธีใช้แก้เคล็ดทางสามแพร่งและพลังร้าย

กระจกแปดเหลี่ยม วิธีใช้แก้เคล็ดทางสามแพร่งและพลังร้าย ในมุมมองตำนานเทพเจ้าจีน เมื่อพูดถึงการ แก้ฮวงจุ้ย บ้านที่อยู่ตรง ทางสามแพร่ง หรือรับพลังร้ายจากถนน พื้นที่แหลมคม เสามุมตึก คนไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากมักนึกถึง “กระจกแปดเหลี่ยม” ที่แขวนอยู่หน้าบ้านหรือหน้าร้านค้า โดยเชื่อกันว่าใช้สำหรับ ป้องกันพลังลบ ปัดเป่าโชคร้าย แต่เบื้องหลังวัตถุมงคลชิ้นเล็กๆ นี้ แท้จริงโยงใยอยู่กับ “ตำนานเทพเจ้าจีน” ...