โครงการ Manhattan: วิทยาศาสตร์เบื้องหลังระเบิดปรมาณู
บทนำ: จาก Oppenheimer สู่จุดกำเนิดระเบิดนิวเคลียร์
เมื่อพูดถึงโครงการพัฒนาอาวุธที่เปลี่ยนโลกอย่างสิ้นเชิง ชื่อที่มักถูกพูดถึงมากที่สุดคือ Oppenheimer และการสร้าง ระเบิดนิวเคลียร์ ลูกแรกของโลกภายใต้ “โครงการ Manhattan” สิ่งที่หลายคนอาจรู้เพียงผิวเผินคือ มันคือโครงการลับของสหรัฐฯ ในยุคสงครามโลกครั้งที่สอง แต่เบื้องหลังอาวุธทำลายล้างนี้ คือความก้าวหน้าทางฟิสิกส์นิวเคลียร์อย่างมหาศาล การทดลองที่เสี่ยงผิดพลาดเพียงนิดเดียวอาจทำลายทั้งโลก และคำถามด้านจริยธรรมที่นักวิทยาศาสตร์ต้องเผชิญอย่างหนักหน่วง
บทความเชิงสารคดีนี้จะพาไปรู้จักโครงการ Manhattan แบบลงลึกทีละขั้น ตั้งแต่ที่มาจากวิชาฟิสิกส์เชิงทฤษฎี สู่เทคโนโลยีการแยกยูเรเนียม โรงงานลับ และการทดสอบระเบิดครั้งแรก รวมถึงบทบาทของ Oppenheimer และผลกระทบที่โลกยังคงเผชิญจาก ระเบิดนิวเคลียร์ มาจนถึงปัจจุบันครับ
บริบททางประวัติศาสตร์: ทำไมโลกถึงมุ่งหน้าสู่ระเบิดนิวเคลียร์
ความหวาดกลัวต่อเยอรมนีของฮิตเลอร์
จุดเริ่มต้นของโครงการ Manhattan ไม่ได้เกิดจากความต้องการ “ทดลองวิทยาศาสตร์” เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความกลัวอย่างจริงจังว่าระบอบนาซีเยอรมนีอาจสร้าง ระเบิดนิวเคลียร์ ได้ก่อนฝ่ายสัมพันธมิตร:
- ปี 1938 นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน Otto Hahn และ Fritz Strassmann ค้นพบกระบวนการ ฟิชชัน (fission) หรือการแตกตัวของนิวเคลียสอะตอมยูเรเนียม
- ต่อมา Lise Meitner และ Otto Frisch อธิบายเชิงทฤษฎีว่าการแตกตัวนี้ปลดปล่อยพลังงานจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
- นักวิทยาศาสตร์ยิวจำนวนมากหนีการกดขี่จากเยอรมนีไปยังสหรัฐฯ และอังกฤษ นำความรู้ด้านฟิสิกส์นิวเคลียร์ติดตัวไปด้วย
ด้วยบริบทนี้เอง นักฟิสิกส์ระดับตำนานอย่าง Albert Einstein (แม้จะไม่ได้ทำงานโดยตรงในโครงการ Manhattan) จึงร่วมลงนามในจดหมายเตือนประธานาธิบดี Franklin D. Roosevelt ปี 1939 ว่าเยอรมนีอาจพัฒนาอาวุธจากฟิชชันได้ นี่คือจุดผลักดันสำคัญที่นำไปสู่การตั้งโครงการวิจัยนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ อย่างจริงจัง
จากโครงการเล็กสู่ “Manhattan Project”
- ช่วงแรก สหรัฐฯ เริ่มต้นด้วยคณะกรรมการที่ชื่อว่า “Advisory Committee on Uranium” ซึ่งยังเล็กและงบประมาณจำกัด
- เมื่อสงครามทวีความรุนแรงขึ้น และข้อมูลข่าวกรองบ่งชี้ว่าเยอรมนีกำลังวิจัยด้านนิวเคลียร์อย่างจริงจัง รัฐบาลสหรัฐฯ จึงยกระดับโครงการอย่างรวดเร็ว
- ปี 1942 มีการจัดตั้งโครงการในชื่อทางการว่า Manhattan Engineer District ภายใต้กองทัพสหรัฐฯ ซึ่งต่อมารู้จักกันในชื่อ “โครงการ Manhattan”
วิทยาศาสตร์เบื้องหลัง: ระเบิดนิวเคลียร์ทำงานอย่างไร
หลักการฟิชชัน: จากอะตอมเดี่ยวสู่ระเบิดระดับเมือง
โครงการ Manhattan ตั้งอยู่บนหลักการสำคัญของฟิสิกส์นิวเคลียร์ คือ ฟิชชัน (Nuclear Fission) หรือการแตกตัวของนิวเคลียสอะตอมหนัก เช่น ยูเรเนียม-235 หรือพลูโทเนียม-239:
- เมื่ออะตอมยูเรเนียม-235 ถูกนิวตรอนพลังงานต่ำชนเข้าไป นิวเคลียสจะแตกออกเป็นส่วนย่อย 2 ส่วน
- ระหว่างการแตกตัวจะปล่อยพลังงานจำนวนมหาศาล (ในรูปพลังงานจลน์, รังสีแกมมา ฯลฯ)
- สำคัญที่สุด: การฟิชชันหนึ่งครั้งปล่อย “นิวตรอนใหม่” ออกมาอีกหลายตัว ซึ่งสามารถไปชนอะตอมยูเรเนียมอื่นต่อได้
หากมี “มวลเชื้อเพลิง” และ “สภาวะทางเรขาคณิต” ที่เหมาะสม จะเกิดสิ่งที่เรียกว่า ปฏิกิริยาลูกโซ่ (chain reaction) ซึ่งพลังงานจะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณในเสี้ยววินาที กลายเป็นการระเบิดที่เราเรียกว่า ระเบิดนิวเคลียร์ ครับ
มวลวิกฤต (Critical Mass): เส้นแบ่งระหว่างพลังงานกับหายนะ
สิ่งสำคัญที่สุดที่นักฟิสิกส์ต้องคำนวณให้ได้คือ “มวลวิกฤต” (critical mass) หรือปริมาณเชื้อเพลิงขั้นต่ำที่ทำให้ปฏิกิริยาลูกโซ่คงอยู่และขยายตัวแทนที่จะดับลง:
- หากมวลเชื้อเพลิงน้อยเกินไป นิวตรอนส่วนใหญ่จะหนีออกจากก้อนเชื้อเพลิงก่อนทำให้ฟิชชันต่อได้ ปฏิกิริยาจึงดับ
- หากมากพอ และมีตัวสะท้อนนิวตรอน (reflector) มาช่วยสะท้อนนิวตรอนกลับเข้าไป ปฏิกิริยาจะพุ่งทะยานแบบควบคุมไม่ได้
- การออกแบบระเบิดนิวเคลียร์คือศิลปะของการ “เก็บเชื้อเพลิงให้ต่ำกว่ามวลวิกฤต” ไว้ก่อน และทำให้มัน “รวมตัวเกินมวลวิกฤต” ในเสี้ยววินาทีก่อนระเบิด
นี่คือหนึ่งในความท้าทายเชิงวิทยาศาสตร์ที่โครงการ Manhattan ต้องแก้ให้ได้อย่างแม่นยำ เพราะการคำนวณพลาดเพียงเล็กน้อยอาจทำให้ระเบิด “ไม่ระเบิด” (fizzle) หรือเกิดการล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงครับ
บทบาทของ Oppenheimer: ผู้กำกับเวทีวิทยาศาสตร์และสงคราม
จากนักฟิสิกส์ทฤษฎี สู่ผู้อำนวยการโครงการ Manhattan
J. Robert Oppenheimer เดิมเป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีที่เชี่ยวชาญด้านกลศาสตร์ควอนตัมและฟิสิกส์พลังงานสูง เขาไม่ได้เป็น “ผู้คิดค้นระเบิดนิวเคลียร์เพียงคนเดียว” แต่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการฝ่ายวิทยาศาสตร์ของศูนย์วิจัยหลักใน Los Alamos:
- Oppenheimer มีความสามารถโดดเด่นในการ “เชื่อมโยง” นักฟิสิกส์ทฤษฎี, วิศวกร, ช่างเทคนิค และกองทัพเข้าด้วยกัน
- เขาต้องบริหารนักวิทยาศาสตร์ระดับโนเบลจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ “ไม่ชอบระบบทหาร” และคุ้นชินกับเสรีภาพทางวิชาการ
- ภายใต้การนำของเขา ศูนย์ Los Alamos จึงกลายเป็น “ห้องทดลองเมืองลับ” ที่เน้นทั้งทฤษฎี การจำลอง การทดลองจริง และการออกแบบอาวุธครบวงจร
ความขัดแย้งภายในใจ: ผู้สร้างและผู้สำนึกผิด
หลังการทดลอง Trinity และการใช้ระเบิดที่ฮิโรชิมา–นางาซากิ Oppenheimer ถูกจารึกชื่อในฐานะ “บิดาแห่งระเบิดปรมาณู” แต่สำหรับตัวเขาเอง นั่นไม่ใช่ตำแหน่งที่น่าภาคภูมิใจนัก:
- เขาเป็นผู้กล่าวคำพูดอันโด่งดังที่อ้างจากคัมภีร์ภควัทคีตา “Now I am become Death, the destroyer of worlds.” หลังเห็นการระเบิด Trinity
- ภายหลังสงคราม เขาเริ่มต่อต้านการพัฒนาระเบิดไฮโดรเจน (H-bomb) และเตือนถึงการแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์
- ท่าทีเช่นนี้ทำให้เขาถูกโจมตีทางการเมือง ถูกสอบสวนเรื่องความจงรักภักดี และถูกเพิกถอนใบอนุญาตความลับสุดยอดในปี 1954
นี่คืออีกด้านหนึ่งที่หลายคนไม่รู้: นักวิทยาศาสตร์ที่มีส่วนสำคัญต่อการสร้าง ระเบิดนิวเคลียร์ ในเวลาต่อมากลายเป็นผู้เรียกร้องความระมัดระวังต่อภัยคุกคามที่เขาเองมีส่วนสร้างขึ้นครับ
เทคโนโลยีระดับมหึมา: จากเหมืองยูเรเนียมสู่เมืองลับ
ปัญหายูเรเนียม: ไม่ใช่แค่ “มีแร่เยอะ” แล้วจะสร้างระเบิดได้
หลายคนเข้าใจผิดคิดว่ามีแร่ยูเรเนียมมากพอ ก็สร้าง ระเบิดนิวเคลียร์ ได้แล้ว ความจริงซับซ้อนกว่านั้นมาก เพราะธรรมชาติให้ยูเรเนียมมาสองแบบหลักๆ:
- U-238 – เป็นส่วนใหญ่ของยูเรเนียมธรรมชาติ (กว่า 99%) แต่ฟิชชันด้วยนิวตรอนพลังงานต่ำได้ไม่ดี จึงไม่เหมาะเป็นแกนระเบิด
- U-235 – มีน้อยมาก (ประมาณ 0.7%) แต่เป็นเชื้อเพลิงสำคัญที่ใช้ในระเบิดและเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์
ปัญหาคือ U-235 และ U-238 มีคุณสมบัติทางเคมีเกือบเหมือนกันทุกอย่าง แยกด้วยวิธีเคมีแทบไม่ได้ นักวิทยาศาสตร์ต้องอาศัยความแตกต่าง “มวล” ที่น้อยนิด (ต่างกันเพียง 3 นิวตรอน) ตัวอย่างเทคโนโลยีที่ใช้ในโครงการ Manhattan เช่น:
- การแพร่ผ่านก๊าซ (Gaseous Diffusion) – ใช้การไหลผ่านเยื่อพรุนซ้ำๆ เพื่อแยกไอโซโทปที่เบากว่า (U-235) ออกจาก U-238
- การแยกด้วยแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Separation) – ใช้สนามแม่เหล็กเบี่ยงเบนเส้นทางไอออน U-235 และ U-238 ที่มีมวลต่างกันเล็กน้อย
โรงงานขนาดเมืองทั้งเมืองถูกสร้างขึ้นเพื่อทำ “งานแยกไอโซโทป” นี้เพียงอย่างเดียว นี่คือส่วนที่คนทั่วไปมักไม่รู้ ว่าการสร้างระเบิดหนึ่งลูกต้องพึ่งระบบอุตสาหกรรมขนาดมหึมา ไม่ใช่แค่ห้องทดลองเล็กๆ ในมหาวิทยาลัยครับ
พลูโทเนียม: เชื้อเพลิงใหม่ที่เปลี่ยนดีไซน์ระเบิด
อีกเส้นทางหนึ่งที่โครงการ Manhattan ใช้คือการผลิต พลูโทเนียม-239 (Pu-239) โดยใช้เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์:
- เริ่มจาก U-238 ในเชื้อเพลิงเตาปฏิกรณ์ดูดซับนิวตรอนกลายเป็น U-239
- U-239 สลายตัว (beta decay) กลายเป็น Np-239 แล้วกลายเป็น Pu-239 ตามลำดับ
- พลูโทเนียมที่ได้สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงฟิชชันที่มีประสิทธิภาพสูง
แต่พลูโทเนียมมีคุณสมบัติด้านฟิสิกส์นิวเคลียร์ที่ “ไว” กว่ายูเรเนียม-235 ทำให้การออกแบบชนิด “ปืนยิงเข้าหากัน” (gun-type) ใช้ไม่ได้ เพราะจะเกิดปฏิกิริยาก่อนถึงจุดมวลวิกฤต นักวิทยาศาสตร์จึงต้องพัฒนาวิธีใหม่ที่ซับซ้อนกว่า นั่นคือ:
- แบบระเบิดบีบอัด (Implosion Design) – ใช้ระเบิดธรรมดาหลายจุดล้อมรอบก้อนพลูโทเนียม เพื่อบีบอัดให้มีความหนาแน่นสูงขึ้นจนเกินมวลวิกฤต
- ต้องอาศัยการคำนวณระลอกคลื่นแรงดันอย่างแม่นยำ วัสดุสะท้อนนิวตรอน และระบบจุดชนวนที่ซิงโครไนซ์ในระดับไมโครวินาที
นี่คือแบบที่ถูกใช้ในระเบิด “Fat Man” ที่ตกใส่นางาซากิ ซึ่งถือเป็นจุดแสดงศักยภาพทางวิศวกรรมของโครงการ Manhattan อย่างแท้จริง
Trinity Test: การทดลองระเบิดนิวเคลียร์ครั้งแรกของมนุษยชาติ
การเตรียมตัวสู่การทดลองที่ไม่มีใครแน่ใจผลลัพธ์
วันที่ 16 กรกฎาคม 1945 ณ ทะเลทราย Trinity ในนิวเม็กซิโก สหรัฐฯ ทำการทดสอบ ระเบิดนิวเคลียร์ ลูกแรกของโลกในชื่อรหัสว่า “Trinity” นี่ไม่ใช่แค่การทดลองทั่วไป แต่เป็นการพิสูจน์ว่า:
- คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และวิศวกรรมที่ทำใน Los Alamos ตลอดหลายปีนั้นถูกต้องหรือไม่
- การออกแบบแบบบีบอัด (implosion) ของพลูโทเนียมจะสำเร็จหรือกลายเป็นความล้มเหลวราคาแพง
- มีความกังวลจริงจัง (แม้โอกาสต่ำมาก) ว่าปฏิกิริยานิวเคลียร์อาจ “ลาม” ไปสู่ชั้นบรรยากาศและกลายเป็นหายนะระดับโลก
ผลลัพธ์: แสงวาบที่เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล
ผลการทดลอง Trinity ให้พลังทำลายเทียบเท่าการระเบิดของทีเอ็นทีราว 20 กิโลตัน:
- แสงวาบสว่างจ้าสามารถมองเห็นได้ในระยะกว่า 300 กิโลเมตร
- คลื่นกระแทกและเสียงดังไกลออกไปหลายไมล์
- นักวิทยาศาสตร์จำนวนมาก รวมถึง Oppenheimer ต่างยืนมองด้วยความรู้สึกผสมระหว่างความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์ และความสลดต่อสิ่งที่กำลังก่อขึ้น
จากวันนั้นเป็นต้นมา มนุษย์ก็เข้าสู่ “ยุคนิวเคลียร์” อย่างแท้จริง โลกไม่สามารถย้อนกลับไปสู่ยุคก่อนระเบิดนิวเคลียร์ได้อีกแล้วครับ
ฮิโรชิมา–นางาซากิ: วิทยาศาสตร์ถูกใช้ในสนามรบจริง
Little Boy และ Fat Man: สองแบบ สองเทคโนโลยี
การใช้ ระเบิดนิวเคลียร์ ในสงครามเกิดขึ้นสองครั้งในเดือนสิงหาคม 1945:
- Little Boy (ฮิโรชิมา – 6 ส.ค. 1945)
ใช้ยูเรเนียม-235 แบบ “gun-type” ยิงก้อนยูเรเนียมสองชิ้นให้มารวมเป็นมวลเกินวิกฤต
พลังระเบิดประมาณ 15 กิโลตันทีเอ็นที - Fat Man (นางาซากิ – 9 ส.ค. 1945)
ใช้พลูโทเนียม-239 แบบ “implosion” บีบอัดก้อนพลูโทเนียมให้หนาแน่นสูง
พลังระเบิดประมาณ 21 กิโลตันทีเอ็นที
ราคาที่โลกต้องจ่าย
แม้มีการโต้เถียงถึงเหตุผลทางการเมืองและการทหาร แต่ในเชิงข้อเท็จจริง ผลกระทบของการใช้ระเบิดทั้งสองลูกคือ:
- มีผู้เสียชีวิตทันทีและภายในไม่กี่เดือนหลังการระเบิดหลายหมื่นถึงแสนกว่าคนในแต่ละเมือง
- ผลของรังสี ทำให้เกิดมะเร็งและโรคทางพันธุกรรมต่อเนื่องในผู้รอดชีวิตและคนรุ่นถัดมา
- ทำให้ประเทศต่างๆ ตระหนักถึงพลังทำลายล้างที่ “เกินกว่าสงครามตามแบบ” อย่างที่เคยรู้จัก
นี่คือจุดที่วิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ และงานของนักวิจัยอย่าง Oppenheimer หลุดพ้นจากกระดาษและห้องทดลอง ไปสู่ผลลัพธ์ที่กระทบมนุษยชาติอย่างแท้จริง
สิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้เกี่ยวกับโครงการ Manhattan
1. ไม่ได้มีแค่ Oppenheimer คนเดียวที่สำคัญ
ชื่อ Oppenheimer ถูกพูดถึงบ่อยที่สุด แต่เบื้องหลังโครงการ Manhattan มีนักวิทยาศาสตร์อีกหลายร้อยชีวิต:
- Enrico Fermi – ผู้นำการสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ควบคุมได้ครั้งแรก (Chicago Pile-1)
- Niels Bohr – ให้คำแนะนำสำคัญเกี่ยวกับโครงสร้างอะตอมและทิศทางการวิจัยนิวเคลียร์
- Hans Bethe, Richard Feynman ฯลฯ – มีบทบาทสำคัญด้านทฤษฎี การคำนวณ และการจำลอง
2. โครงการนี้กินทรัพยากรระดับ “สงครามขนาดย่อม”
- ใช้งบประมาณรวม (คิดเป็นมูลค่าปัจจุบัน) หลายหมื่นล้านดอลลาร์
- ใช้คนงาน วิศวกร ทหาร และนักวิทยาศาสตร์รวมกันนับแสนคน
- เมืองลับอย่าง Oak Ridge, Hanford, Los Alamos ถูกสร้างขึ้นเกือบจากศูนย์ และมีการควบคุมข่าวสารอย่างเข้มงวด
3. เทคโนโลยีจากระเบิดนิวเคลียร์ นำไปสู่พลังงานนิวเคลียร์เชิงสันติ
แม้โครงการ Manhattan ถูกสร้างมาเพื่ออาวุธ แต่ความรู้และเทคโนโลยีจากโครงการนี้กลายเป็นฐานสำคัญของการ:
- พัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพื่อผลิตไฟฟ้า
- พัฒนาเทคนิคทางการแพทย์ เช่น การใช้รังสีรักษามะเร็ง และการติดตามสารด้วยไอโซโทป
- สร้างมาตรฐานความปลอดภัยนิวเคลียร์ และระบบควบคุมวัสดุนิวเคลียร์ระหว่างประเทศ
มรดกที่หลงเหลือ: โลกภายใต้เงาของระเบิดนิวเคลียร์
การแข่งขันทางอาวุธและการควบคุม
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศอื่นๆ เช่น สหภาพโซเวียต อังกฤษ ฝรั่งเศส จีน ต่างก็พัฒนา ระเบิดนิวเคลียร์ ของตนเอง ทำให้โลกเข้าสู่ยุค:
- การแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ (nuclear arms race)
- การสร้างระเบิดที่มีพลังทำลายสูงยิ่งกว่าเดิม เช่น ระเบิดไฮโดรเจน
- การทำสนธิสัญญาควบคุมอาวุธ เช่น NPT, CTBT เพื่อลดการแพร่ขยายของอาวุธ
บทเรียนจาก Oppenheimer และโครงการ Manhattan
เรื่องราวของโครงการ Manhattan และ Oppenheimer สอนเราหลายอย่าง:
- วิทยาศาสตร์มีพลังอย่างมหาศาล ทั้งสร้างสรรค์และทำลายล้าง
- นักวิทยาศาสตร์ไม่อาจแยกตัวเองออกจากผลกระทบทางสังคมและจริยธรรมของงานที่ทำได้
- การพัฒนาเทคโนโลยีระดับพลิกโลกต้องมาพร้อม “ระบบกำกับดูแล” ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก
ทุกวันนี้ เมื่อเราพูดถึง ระเบิดนิวเคลียร์ ไม่ได้หมายถึงแค่ “อาวุธ” แต่หมายถึงคำเตือนว่ามนุษย์สามารถทำอะไรได้ไกลแค่ไหน เมื่อรวมความรู้และทรัพยากรเข้าด้วยกัน โดยไม่มีกรอบจริยธรรมที่เพียงพอ
สรุป: วิทยาศาสตร์ที่เปลี่ยนสมดุลของมนุษยชาติ
โครงการ Manhattan คือจุดตัดสำคัญแห่งศตวรรษที่ 20 ที่เชื่อมโยงระหว่างฟิสิกส์เชิงทฤษฎี การเมืองระหว่างประเทศ อุตสาหกรรมขนาดยักษ์ และจริยธรรมของมนุษย์เอง ผ่านเรื่องราวของ Oppenheimer และการกำเนิดของ ระเบิดนิวเคลียร์ เราเห็นว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ไม่เคยเป็น “กลางๆ” อย่างแท้จริง แต่ขึ้นอยู่กับว่ามนุษย์จะเลือกใช้มันอย่างไร
การเข้าใจวิทยาศาสตร์เบื้องหลังระเบิดปรมาณูจึงไม่ใช่เพื่อยกย่องอาวุธ แต่เพื่อให้เราเรียนรู้จากอดีต ตระหนักถึงพลังของความรู้ และใช้มันอย่างรับผิดชอบต่ออนาคตของมนุษยชาติครับ
คลังความรู้ข่าว
จัดทำบทความข่าวสารโดย AI
บทความนี้เรียบเรียงโดยระบบ AI อัจฉริยะ เพื่อนำเสนอบทความข่าวสารที่รวดเร็วและเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทุกท่าน เพื่อเป็นองค์ความรู้และสนับสนุนให้คนรักการอ่าน หากเนื้อหาและข้อมูลส่วนใดของบทความข่าวสารมีข้อผิดพลาดประการใด ทาง SalePageDD ต้องกราบขออภัยล่วงหน้าด้วยครับ ทางเรายินดีรับฟังคำติชม ตักเตือน เพื่อนำมาปรับแก้ไขให้ดียิ่งขึ้น


